วันพุธที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2554

What is Postmodern?

ในปัจจุบัน "หลังสมัยใหม่" (Postmodern) หรือ "หลังสมัยใหม่นิยม" (Postmodernism) เป็นคำที่พูดกันติดปากทั้งในและนอกวงวิชาการ ถ้าใครไม่พูดคำๆ นี้ดูเหมือนจะ "เชย" ไม่ทันสมัยเอาเลยทีเดียว ผู้อ่านเองเคยได้ยินหรือได้ใช้คำๆ นี้มาแล้วบ้างไหม ในสถานการณ์ใด ในวงสนทนาระหว่างเพื่อนฝูง การบรรยายในชั้นเรียนหรือในสัมมนาที่ผู้อ่านเข้าร่วม และเข้าใจความหมายของคำนี้ในบริบทที่พูดถึงอย่างไร เป็นความหมายบวกหรือลบ

          หลังสมัยใหม่นิยมหรือคติหลังสมัยใหม่เป็นมโนทัศน์หรือแนวคิดทางวัฒนธรรมที่เริ่มปรากฏขึ้นในสังคมตะวันตกยุคหลังอุตสาหกรรมเมื่อประมาณ 50 กว่าปีมานี้เอง คำว่า postmodernism ถูกใช้เป็นครั้งแรกในปี ค.ศ.1949 ในแวดวงสถาปัตยกรรม ต่อมา จึงแผ่ขยายเข้าไปในวงวิชาการอื่นๆ อย่างเช่น ศิลปะ วัฒนธรรมศึกษาและสังคมศาสตร์
          อย่างไรก็ตาม คติหลังสมัยใหม่เพิ่งได้รับความสนใจจากนักสังคมศาสตร์อย่างจริงจังเมื่อราวปลายศตวรรษที่ 1980 นี้เอง จึงยังส่งผลต่อการกำหนดแนวคิดทางทฤษฏีและระเบียบวิธีการศึกษาหาความรู้ทางสังคมศาสตร์ไม่ชัดเจนเท่าใดนัก
          แต่ถึงแม้ว่าสาขาวิชาและสำนักต่างๆ จะเข้าใจและตีความคติหลังสมัยใหม่ต่างๆ กัน โดยยังไม่มีคำจำกัดความใดที่เป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวาง แต่ก็อาจกล่าวโดยรวมได้ว่าลักษณะเด่นที่การศึกษาตามแนวคติหลังสมัยใหม่มีร่วมกันคือการปฏิเสธความเชื่อหลายๆ อย่างที่เป็นที่ยอมรับกันในคติสมัยใหม่ (modernism) ได้แก่ความเชื่อในเรื่องความจริงแท้แน่นอน (absolute truth) ความเป็นสากลและมาตรฐานที่เป็นเอกภาพ
ลักษณะสำคัญของคติหลังสมัยใหม่
ปฏิเสธความเชื่อในเรื่องความจริงแท้แน่นอน
          ในขณะที่คติสมัยใหม่เชื่อว่ามีสิ่งที่เป็นความจริงแท้แน่นอนที่ไม่มีวันตายและรอให้เราค้นพบ (อย่างเช่นที่พูดกันว่า All meet in truth.) และการค้นพบความจริงดังกล่าวจะนำไปสู่ความก้าวหน้าที่ดีขึ้นเสมอ (ความจริง = ความดี ความถูกต้อง ความก้าวหน้า) คติหลังสมัยใหม่กลับไม่เชื่อว่ามีความจริงแท้แน่นอนใดๆ ทุกอย่างล้วนเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่สังคมสร้างขึ้น (social construct) ทั้งนั้น
          แม้แต่สิ่งที่ผู้คนคิดว่าเป็นความจริงที่ไม่อาจปฏิเสธได้เพราะเป็นธรรมชาติของมนุษย์ เมื่อมองย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของสังคมอื่นๆ ก็จะพบว่า "ความจริง" นั้นถูกกำหนดโดยสังคม เช่น มีบางวัฒนธรรมที่เชื่อว่าความรักและเพศสัมพันธ์ระหว่างคนเพศเดียวกันต่างหากที่เป็นสิ่งที่ถูกต้องและเป็นวิถีตามธรรมชาติของมนุษย์ ซึ่งต่างไปจากสัตว์ที่จะสมสู่กับเพศตรงข้าม
ปฏิเสธความเชื่อในเรื่องความเป็นสากล
          คติหลังสมัยใหม่จะมองหารูปแบบเฉพาะท้องถิ่นหรือเฉพาะกาลมากกว่ารูปแบบที่สมบูรณ์เบ็ดเสร็จ คตินี้ไม่เชื่อว่ามีความรู้ที่สมบูรณ์และเป็นสากล จึงไม่สนใจการสร้างทฤษฎีทั่วไประดับมหภาคที่พยายามจะอธิบายพฤติกรรมหรือพัฒนาการทางสังคมวัฒนธรรมโดยรวมอย่างเบ็ดเสร็จ (grand theories) แบบมาร์กซ์หรือฟรอยด์
          นักคิดแนวนี้เห็นว่า การพยายามสร้างทฤษฎีสากลมองข้ามชีวิตจริงของคนในสังคม ที่มีรายละเอียดและประสบการณ์แตกต่างหลากหลาย ยิ่งกว่านั้น ทฤษฎีดังกล่าวยังมักปิดบัง บิดเบือน กีดกันและควบคุมแนวความคิดอื่นที่แตกต่างออกไปโดยการทำให้คนรู้สึกว่ามีแต่ความรู้ที่ผ่านขั้นตอนแบบวิทยาศาสตร์เท่านั้นที่เป็นคำตอบสุดท้ายที่ถูกต้อง ในขณะที่แนวการศึกษาและคำอธิบายแบบอื่นล้วนเป็นเพียงความเชื่อที่ไม่ควรค่าแก่ความสนใจและเชื่อถือ
          คติหลังสมัยใหม่จึงให้ความสำคัญกับ mini-narratives - เรื่องเล่าที่อธิบายแนวทางปฏิบัติหรือเหตุการณ์ในระดับท้องถิ่น โดยถือว่าเรื่องเล่าเหล่านี้เป็นเพียงเรื่องเล่าเฉพาะกาละและเทศะหนึ่งๆ เท่านั้น โดยไม่พยายามยกระดับเรื่องเล่าดังกล่าวให้กลายเป็นทฤษฎีหรือความเป็นจริงที่สามารถนำไปใช้ได้ในสถานการณ์อื่นๆ
ปฏิเสธความเชื่อในเรื่องมาตรฐานที่เป็นเอกภาพ
          ในขณะที่คติแบบสมัยใหม่ให้ความสำคัญกับการจัดระเบียบสังคม (order) และพยายามสร้าง "มาตรฐาน" เพื่อให้เกิดวิธีคิดและแนวทางปฏิบัติที่เป็นเอกภาพ คติหลังสมัยใหม่กลับให้ความสำคัญกับความหลากหลายทางวัฒนธรรมและพฤติกรรมของมนุษย์
          ที่สำคัญ คติหลังสมัยใหม่มองว่ามาตรฐานที่พยายามสร้างเอกภาพนั้นแท้จริงแล้วเป็น grand narratives (metanarratvies) ที่ผู้มีอำนาจในสังคมพยายามสร้างขึ้นเพื่อให้เกิดความชอบธรรมกับแนวทางปฏิบัติและความเชื่อที่ตนต้องการจะส่งเสริม เช่น การกระทำใดๆ ที่ขัดแย้งกับแนวทางของรัฐบาลมักถูกกล่าวหาว่าเป็นการกระทำที่ขัดขวาง ?ความเป็นประชาธิปไตย? หรือการรักษาโรคด้วยหมอผีเป็นความเชื่อที่งมงาย เป็นต้น
          มาตรฐานทำนองนี้ปิดบังไม่ให้เห็นความขัดแย้งและปัญหาที่อยู่ในเนื้อแท้ของแนวทางปฏิบัติที่มาตรฐานนั้นกำหนด (ปัญหาที่เกี่ยวเนื่องกับการแพทย์สมัยใหม่เป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดในเรื่องนี้) คติหลังสมัยใหม่เชื่อในการมองสิ่งต่างๆ อย่างมีบริบท (contextualization) เพราะทุกกลุ่มล้วนพัฒนาระบบความรู้และแนวทางปฏิบัติที่สอดคล้องกับความเป็นจริงของความสัมพันธ์เชิงอำนาจในสังคมของตน
          ในแง่นี้ คติหลังสมัยใหม่จึงเห็นพ้องกับคติที่มองค่านิยมและวัฒนธรรมในเชิงสัมพัทธ์ (cultural relativism) ที่คิดว่าทุกวัฒนธรรมล้วนมีเหตุผลและตรรกของตัวเอง ซึ่งตรงกันข้ามกับคติที่ยึดค่านิยมหรือวัฒนธรรมของตนเองเป็นศูนย์กลางหรือเป็นมาตรฐานในการตัดสินค่านิยมหรือวัฒนธรรมของคนอื่นหรือกลุ่มอื่น (ethnocentrism)
          ด้วยเหตุนี้ คติหลังสมัยใหม่จึงให้คุณค่าและความสำคัญกับกิจกรรมทางสังคมของกลุ่มต่างๆ อย่างเท่าเทียมกัน โดยไม่มีการจัดลำดับชั้นสูงต่ำว่าอะไรสูงส่งกว่า ดีกว่าหรือสำคัญกว่าอะไร นักวิชาการสายนี้จึงมักให้ความสนใจกับวัฒนธรรมราษฏร์หรือแนวคิดของคนชายขอบ (ซึ่งที่ผ่านมา ยังไม่มีคนสนใจศึกษามากนัก) มากกว่าวัฒนธรรมประเพณีหลวง (ตามจารีตการศึกษาแบบเดิม)
ตัวอย่างแนวการศึกษาที่ใช้คติหลังสมัยใหม่
          คติหลังสมัยใหม่จะเห็นได้ชัดในศิลปะประชานิยม (pop art) ศิลปินกลุ่มนี้จะสนใจศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่นที่มีลักษณะสามัญและปรากฏอยู่ทั่วไป ไม่เชื่อเรื่องรสนิยมดีเลวเพราะเห็นว่าเป็นเรื่องสมมติและไม่จำกัดกลวิธีในการสร้างงาน นอกจากนั้น ยังมักนำวัสดุสำเร็จรูป เช่น โต๊ะ เก้าอี้ ล้อจักรยาน ฯลฯ มาใช้ด้วยเห็นว่าวัสดุสำเร็จรูปเหล่านี้มีความเป็นศิลปะในตัวเองเพราะได้ผ่านการพิจารณาออกแบบสร้างสรรค์มาแล้ว ในแง่นี้ อาจกล่าวได้ว่าศิลปะประชานิยมไม่ปฏิเสธการใช้ ?ของพื้นๆ? ในการสร้างสรรค์งานและไม่พยายามทำให้ศิลปะเป็นเรื่องชั้นสูง
          สังคมศาสตร์หลายสาขาได้รับเอาคติหลังสมัยใหม่ไปปรับใช้ในการศึกษาสังคมวัฒนธรรมและพฤติกรรมของมนุษย์ เช่น นักมานุษยวิทยาได้ให้ความสนใจมากขึ้นกับการศึกษาคน ?เล็กๆ? ที่ถูกมองข้ามไปแทนการศึกษาโครงสร้างสังคมโดยรวม และเห็นว่าคนชายขอบควรค่าแก่การศึกษาทำความเข้าใจเช่นเดียวกับคนในสังคมใหญ่ เป็นต้น
          นอกจากนั้น มานุษยวิทยาตามแนวคติหลังสมัยใหม่ยังไม่เชื่อว่าจะมีความเป็นภาวะวิสัยที่แท้จริงในการศึกษาและมองการเก็บข้อมูลว่าเป็นเรื่องของการรับรู้มากกว่าจะเป็นการสังเกตการณ์อย่างปราศจากอคติ ภูมิหลังและโลกทัศน์ของผู้ศึกษาจึงมีบทบาทและอิทธิพลในการอธิบาย (วัฒนธรรม พฤติกรรม ฯลฯ ของ) ผู้ถูกศึกษา นักมานุษยวิทยาจึงควรตระหนักและจับตาสังเกต (มุมมองของ) ตัวเองในระหว่างที่เข้าไปทำการศึกษาผู้อื่น ที่สำคัญ ควรยอมรับว่า "ข้อมูล" ที่ตนเก็บมาได้นั้นสามารถตีความได้หลากหลายไม่มีที่สิ้นสุด
คติหลังสมัยใหม่กับสภาพสังคมยุคโลกาภิวัตน์
          ถ้าพิจารณาให้ดี เราจะเห็นว่าวิธีคิดแบบหลังสมัยใหม่นั้นแฝงอยู่ในกิจกรรมทางสังคมวัฒนธรรมในปัจจุบันมากมาย เช่น การใช้ภาษา การแต่งกาย อาหารการกิน รูปแบบทางสถาปัตยกรรม ฯลฯ ซึ่งล้วนสะท้อนถึงความแตกต่างหลากหลายและไม่มีมาตรฐานในการกำหนดลำดับชั้นว่าแบบใดดีกว่า ถูกต้องกว่าหรือสูงส่งกว่ากัน
          ตัวอย่างหนึ่งของวิธีคิดแบบหลังสมัยใหม่ได้แก่การแต่งกายของคนในสังคมไทยยุคปัจจุบัน แม้จะมีสมัยนิยม แต่คนก็แต่งตัวสวมใส่เสื้อผ้ากันตามใจชอบ จะนุ่งกางเกง กระโปรง หรือผ้าซิ่น สวมเสื้อสั้นยาว คับหลวม ปกปิดหรือเปิดเผยร่างกายอย่างจงใจ ก็ดูจะไม่มีใครรู้สึกแปลกประหลาดหรือเคอะเขินแต่อย่างใดที่จะแต่งตัวเช่นนั้นไปเดินในที่สาธารณะ
          ความเสมอหน้า ไม่มีอะไรต้องอาย (เพราะรู้สึกว่าต่ำต้อยกว่า) ยังเห็นได้ในเรื่องของการใช้ภาษา ภาษาแบบ "แอ๊บแบ๊ว" มีที่ให้ยืนหยัดได้อย่างเต็มภาคภูมิเช่นเดียวกับสำเนียงและภาษาถิ่นที่แทรกอยู่ทั่วไปในละครและรายการต่างๆ ทางโทรทัศน์ นอกจากนั้น เรายังได้เห็นสถาปัตยกรรมแบบโรมันขึ้นอยู่ถัดจากวัดจีนเก่าแก่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา เห็นบ้านปูนสลับกับบ้านไม้ พอๆ กับเห็นร้านอาหาร "ชาววัง" ตั้งอยู่ติดกับร้าน "แซบหลาย" หรือจิ้มจุ่ม เห็นร้านอาหารญี่ปุ่นใกล้ๆ กับร้านสเต๊กและอาหารเวียดนาม ฯลฯ
          จึงอาจกล่าวได้ว่า คติหลังสมัยใหม่ไม่ใช่มโนทัศน์ที่ปรากฏขึ้นอย่างเลื่อนลอย ไม่มีที่มาที่ไป หากแต่ปรากฏตัวในสังคมที่ได้เปลี่ยนแปลงไปสู่สังคมหลังอุตสาหกรรมซึ่งมีเงื่อนไขหลายอย่างที่เรียกร้องความแตกต่างและสร้างความจำเป็นให้ต้องยอมรับความหลากหลาย เช่น ลักษณะงานที่จำเป็นต้องอาศัยความสามารถหลายด้านหลายระดับ การอพยพย้ายถิ่นที่ทำให้คนต่างวัฒนธรรมต้องมาตั้งบ้านเรือนหรือทำงานอยู่ใกล้กัน การเป็นครอบครัวเดี่ยวที่ทำให้คนแปลกหน้าที่มีวิถีชีวิตหลากหลายต้องช่วยเหลือเกื้อกูลและพึ่งพากัน เป็นต้น
          เงื่อนไขเหล่านี้ทำให้คนในสังคมยุคหลังอุตสาหกรรมจำต้องยอมรับความแตกต่างระหว่างกันอย่างเท่าเทียมโดยไม่มีการจัดลำดับชั้น ทั้งยังเคยชินกับความหลากหลาย ซึ่งต่างไปจากสังคมชนบทหรือสังคมในอดีตที่มีรากฐานอยู่บนความเป็นเอกภาพและยึดเหนี่ยวกันไว้ด้วยการทำตามจารีตประเพณีเดียวกัน
          นอกจากนั้น สังคมในยุคโลกาภิวัตน์ยังเปิดโอกาสให้คนต่างวัฒนธรรมได้เรียนรู้และแลกเปลี่ยนวิธีคิด ความรู้และแนวทางปฏิบัติของกันและกันง่ายขึ้น มากขึ้นและบ่อยขึ้น การได้รับรู้ทางเลือกที่หลากหลายทำให้มีการตั้งคำถามกับมาตรฐานทางวัฒนธรรมที่เคยยึดถือและสืบต่อกันมา รวมถึงเริ่มมีการปฏิเสธสิทธิความชอบธรรมของสถาบันต่างๆ ในสังคมใหญ่ (เช่น กระทรวงวัฒนธรรม) ในการกะเกณฑ์ให้ทุกคนยอมรับและทำตามมาตรฐานที่ตนตั้ง (เช่นการกำหนดเรตติ้งรายการโทรทัศน์ ที่กำลังเป็นประเด็นอยู่ในขณะนี้ )
          จึงพอจะกล่าวได้ว่าแท้จริงแล้ว คติหลังสมัยใหม่เป็นแนวคิดที่สรุปรวมยอดจากพฤติกรรมและสภาพความเป็นจริงของชีวิตในสังคมที่แสดงออกถึงลักษณะดังกล่าว ความเชื่อที่ว่าไม่มีอะไรที่จริงแท้ แต่เปลี่ยนแปลงไปตามกาละและเทศะต่างๆ นั้นเข้ากันได้ดีกับสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลง เคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น